เทคนิคการเลี้ยงปลาทอง
เทคนิคการเลี้ยงปลาทองในตู้
นักเลี้ยงปลาทองส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงในตู้มากกว่า ภาชนะอย่างอื่น
เพราะนอกเหนือจากความงดงามอ่อนช้อยของปลาทองแล้ว
ยังสามารถตกแต่งตู้ปลาให้สวยงามเป็นเครื่องประดับบ้านโชว์แขกที่มาเยี่ยมเยือนได้เป็นอย่างดี
การเลี้ยงปลาทองในตู้จะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าดังต่อไปนี้
เลือกสถานที่
ก่อนซื้อตู้ปลา
ควรกำหนดจุดหรือบริเวณภายในบ้านหรืออาคารสำหรับเป็นที่ตั้งตู้ปลาเสียก่อน
วัดขนาดความกว้างความสูงของสถานที่
ให้แน่นอนแล้วจึงไปหาซื้อตู้ที่มีขนาดพอเหมาะกับสถานที่ตั้ง จุดที่เหมาะสำหรับตั้งตู้เลี้ยงปลาทองควรเป็นที่อากาศถ่ายเทสะดวกถ้าได้ที่มีแสงแดดตอนเข้าส่องถึงจะดีมาก
เพราะแสงแดดยามเช้าจะทำให้สีของปลาเข้มขึ้น
ตรงกันข้ามกับแสงแดดยามบ่ายจะทำให้สีของปลาจางลงนอกจากนั้นแล้วจุดตั้งตู้เลี้ยงปลาควรอยู่ตรงที่สามารถขับถ่ายน้ำได้สะดวก
ตู้เลี้ยงปลา
ตู้เลี้ยงปลาทองควรพิจารณาเลือกตู้ที่มีรูปทรงและขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่เลือกไว้
อย่างไรก็ตามขนาดของตู้ไม่ควรเล็กเกินไปถ้าต้องการจะตกแต่งตู้ด้วยพรรณไม้น้ำและวัสดุอย่างอื่นเช่นก้อนหิน
หรือขอนไม้
ตู้เลี้ยงปลาปัจจุบันนิยมใช้กันอยู่ 2 ชนิด คือ ตู้ที่ทำด้วยแผ่นกระจก และตู้ที่หล่อขึ้นจากอะคริลิกใส
ตู้กระจกมีข้อดีตรงที่ไม่เป็นรอยขีดข่วนง่ายเวลาทำความสะอาด แต่เสียตรงที่มีน้ำหนักมาก
เคลื่อนย้ายลำบาก
และมีรอยต่อตรงมุมตู้ส่วนตู้อะคริลิกมี่ข้อดีตรงที่มีความใสมากกว่าแผ่นกระจก
ไม่มีรอยต่อตรงมุมตู้น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น แต่มีข้อเสียที่ราคาแพง
เกิดรอยขีดข่วนง่ายและถ้าเป็นอะคริลิกคุณภาพต่ำเมื่อใช้ไปนาน ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองชาด้วยเหตุนี้ตู้กระจกจึงยังได้รับความนิยมมากกว่า
การจัดเตรียมตู้ปลา
ตู้ปลาที่ซื้อมาใหม่จะต้องล้างทำความสะอาดแล้วใสน้ำแช่ทิ้งไว้
2-3 วัน
ระหว่างที่ใสน้ำแช่ไว้ควรตรวจสอบดูว่ามีการรั่วซึมที่ใดบ้างหรือเปล่าถ้ามีก็จัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อยเสียก่อน
หลังจากนั้นถ่ายน้ำที่แช่ไว้ออกให้หมด เช็ดให้แห้งแล้วนำไปวางเข้าที่ที่เตรียมไว้
การเคลื่อนย้ายตู้ปลาควรใช้มือช้อนเข้าไปในตู้แล้วยก
อย่าจับขอบด้านบนแล้วยกเป็นอันขาด
เพราะอาจทำให้แผ่นกระจกด้านข้างโย้ไปมาจนกาวยึดรอยต่อเกิดการรั่วซึมหรือฉีกขาดได้
เตรียมแผ่นกรอง
แผ่นกรองก่อนนำมาใช้จะต้องทำความสะอาดเสียก่อนเนื่องจากแผ่นกรองทำด้วยพลาสติกที่ใช้สารเคมีในขบวนการผลิต
ถ้าไม่ล้างออกให้หมดอาจเป็นอันตรายต่อปลา
จากนั้นนำแผ่นกรองประกอบเข้ากับท่อระบายอากาศ
ต่อสายยางจากปั้มลมเข้ากับท่อลมข้างท่อระบายอากาศ แล้วเอาแผ่นกรองวางแนบกับพื้นตู้
เตรียมพื้นตู้
วัสดุที่ใช้ปูพื้นตู้โดยมากนิยมใช้ทรายหยาบหรือกรวดขนาดเล็ก
ไม่ควรใช้ทรายละเอียด
เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการกรองลดลงตกตะกอนและเศษของเสียยังตกค้างอยู่บนพื้นผิวทราย
เป็นสาเหตุให้น้ำขุ่น
สำหรับปลาทองซึ่งเป็นปลาที่ชอบคุ้ยหาอาหารที่พื้นจึงควรใช้กรวดขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย
หรือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร
และควรเลือกกรวดที่ไม่มีเหลี่ยมแหลมคมและปราศจากเศษเปลือกหอย
ป้องกันปลาทองบาดเจ็บเมื่อว่ายไปชน
ก่อนนำกรวดมาใช้ปูพื้นตู้ปลาจะต้องล้างให้สะอาดจนหมดเศษดินแล้วแช่น้ำทิ้งไว้
2-3 วันเพื่อกำจัดความเค็มที่อาจติดมากับกรวดถ้าจะให้ดีก็ควรเอากรวดมาลวกน้ำร้อนในถังแช่ทิ้งไว้ประมาณ
10-15 นาที เพื่อให้น้ำร้อนแทรกซึมเม็ดกรวดได้ทั่วถึง
แล้วจึงนำมาล้างน้ำเย็นให้สะอาดก่อนนำไปใช้
นำกรวดที่ล้างสะอาดแล้วไปเทใส่ตู้กลบทับแผ่นกรองให้มิดและหนาอย่างน้อย
3 นิ้ว ที่นิยมกันมากจะปูพื้นให้ระดับกรวดด้านหลังตู้สูงกว่าด้านหน้า
พื้นกรวดที่มีลักษณะเอียงลาดแบบนี้เมื่อนานไป
กรวดที่อยู่ระดับสูงจะเลื่อนไหลลงมาอยู่ที่ระดับเดียวกันเป็นพื้นราบ
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาควรหาอะไรมากั้นดักเอาไว้เป็นช่วง ๆ
ขั้นตอนการเตรียมตู้ปลา
1. ใส่กรวดทับลงไปบนแผ่นกรอง
2. เกลี่ยกรวดให้เต็มพื้นตู้
3. ปรับระดับชั้นกรวดสูงต่ำตามต้องการ
4. ตกแต่งด้วยก้อนหิน ขอนไม้ ตามชอบ
5. ใส่น้ำโดยใช้พลาสติกหรือชามรองกันทรายกระจายขึ้นมา
6. ถ้าต้องการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้น้ำใส่น้ำลงไปประมาณ 1 ใน 3 ก่อน
7. เริ่มปลูกต้นไม้น้ำที่เป็นฉากหลังก่อน
8. ปลูกต้นไม้น้ำระดับกลางตู้
9. ปลูกต้นไม้น้ำขนาดเล็กไว้ด้านหน้าตู้
10. หลังจากปลูกต้นไม้น้ำหมดแล้วให้ถ่ายน้ำทิ้ง
11. ใส่น้ำสะอาดไปให้เต็มตู้แล้วช้อนเศษใบและกิ่งก้านไม้น้ำที่ลอยอยู่ในน้ำออกให้หมด
12. ตู้ที่จัดเสร็จแล้วแต่น้ำยังขุ่นอยู่ ต้องรอให้น้ำใสเสียก่อนจึงค่อยปล่อยปลาลงไปเลี้ยง
การตกแต่ง
อุปกรณ์สำหรับตกแต่งตู้เลี้ยงปลาทองต้องเลือกวัสดุที่ไม่มีเหลี่ยมคมไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน
หรือขอนไม้และที่ไม่ควรใช้อย่างยิ่งคือ ปะการัง
ซึ่งมีแง่แหลมคมมากมายเป็นอันตรายต่อปลาทอง
อุปกรณ์ตกแต่งทุกชิ้นจะต้องผ่านการล้างทำความสะอาดเสียก่อนจึงค่อยนำไปใช้
การใส่น้ำลงไปในตู้
ก่อนใส่น้ำลงไปในตู้ปลาควรเอาพลาสติกอ่อนคลุ่มพื้นตู้หรือเอาชามไปวางไว้ก้นตู้กันกรวดกระจายเพราะแรงน้ำ
เมื่อใส่น้ำลงไปในตู้ครั้งแรกจะขุ่นขึ้นมาทันทีควรถ่ายทิ้งแล้วเติมน้ำใหม่ลงไปถ้าต้องการจะตกแต่งด้วยพรรณไม้น้ำก็ทำเสียตอนนี้
แต่ควรทราบไว้อย่างหนึ่งว่า ปลาทองส่วนใหญ่ชอบกัดทำลายพืชน้ำ
หากต้องการให้ภูมิทัศน์ในตู้ปลามีสีสันของพรรณไม้น้ำขอแนะนำว่าควรใช้ต้นไม้น้ำประดิษฐ์มาตกแต่งแทน
หลังจากตกแต่งด้วยพรรณไม้น้ำแล้วหากน้ำขุ่นมากก็ถ่ายออกแล้วเติมน้ำใหม่ลงไป
พร้อมกันนี้ก็เปิดเครื่องปั๊มลมเพื่อเติมออกซิเจนให้กับน้ำและให้ระบบการกรองเริ่มทำงานทันที
น้ำที่เหมาะสมสำหรับใช้เลี้ยงปลาในตู้มากที่สุด คือ น้ำประปา
เนื่องจากผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนมาแล้วจึงมั่นใจได้ว่าไม่เป็นพาหะนำเชื้อโรค
มาแพร่สู่ปลาที่เลี้ยง น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นน้ำจากบ่อ แม่น้ำ คลอง บึง
ไม่เหมาะจะเอามาใช้เลี้ยงปลาทองเพราะเสี่ยงต่อจุลินทรีย์ที่ปะปนมากับน้ำซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อปลา
วิธีกำจัดสารคลอรีนในน้ำประปา
การกำจัดสารคลอรีนในน้ำประปาสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
เอาน้ำประปาไปพักไว้ในภาชนะสำหรับกักเก็บน้ำ เช่น ตุ่ม ถัง
หรือแม้แต่ตู้ที่จะเลี้ยง ปลาเป็นเวลาประมาณ 1-2 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหยไปจนหมด
ระหว่างการพักน้ำหากเป่าอากาศลงไปด้วยก็จะช่วงเร่งคลอรีนให้ระเหยเร็วยิ่งขึ้น
วิธีกำจัดคลอรีนออกจากน้ำประปาที่สะดวกที่สุดก็คือ
เปิดน้ำประปาผ่านเข้าไปในเครื่องกรองน้ำแล้วเอาน้ำที่ออกมาไปใช้เลี้ยงปลาได้เลย
เนื่องจากเครื่องกรองน้ำมีผงถ่านคาร์บอน (Activated carbon) ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับคลอรีน สี และ กลิ่นต่างๆ
ที่ละลายอยู่ในน้ำทำให้น้ำที่ออกมาใสสะอาดปราศจากสีและกลิ่น
การกำจัดคลอรีนออกจากน้ำประปาอีกวิธีหนึ่งคือ
การใช้สารกำจัดคลอรีน สารที่มีว่านี้มีชื่อทางเคมีว่า
"โซเดียมไธโอซัลเฟต" (soudiumthio-sulfate) การใช้สารกำจัดคลอรีนต้องทำตามคำแนะนำในฉลากข้างภาชนะบรรจุโดยเคร่งครัด
ถ้าใช้มากเกินไปตัวสารกำจัดคลอรีนเองจะกลับมาเป็นอันตรายต่อปลาที่ปล่อยลงไปเลี้ยงได้
การปล่อยปลาลงตู้
ก่อนปล่อยปลาลงตู้เลี้ยงควรสังเกตดูว่าน้ำสะอาดดีแล้วหรือยัง
การปล่อยปลาลงตู้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะมองข้าม
นักเลี้ยงปลาตู้ถือเป็นขั้นตอนสำค้ญที่สุดของการเลี้ยงปลาหากไม่รู้เทคนิคปลาอาจตายหรือไม่ยอมกินอาหารสาเหตุเนื่องจากความแตกต่างของสภาพน้ำในตู้กับสภาพน้ำในถุงปลาที่ซื้อมา
การให้อาหารปลาทอง
ปลาทองกินอาหารได้ทั้งที่เป็นพืชและสัตว์
และทั้งที่เป็นอาหารธรรมชาติและอาหารสำเร็จรูป
อาหารประเภทพืช
ได้แก่ สาหร่าย แหนเป็ด
และผักต่างๆ อาหารเหล่านี้เป็นตัวเสริมสร้างวิตามิน
บางชนิดมีประโยชน์ทำให้สีของปลาเข้าขึ้น อย่างเช่นสาหร่ายสไปรูลิน่า ซึ่งปัจจุบันผลิตออกมาในรูปอาหารสำเร็จรูป นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
อาหารพืชจากธรรมชาติได้แก่ แหนเป็ด หรือผัก
อาหารประเภทสัตว์
ได้แก่ ลูกน้ำ ไรแดง (Moina) ไรน้ำตาล (Artemia)
หนอนแดงและไส้เดือนน้ำ สิ่งที่มีชีวิตเหล่านี้อุดมไปด้วยโปรตีน
สารประของกรดอะมิโนที่ช่วยให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว
มีความสมบูรณ์ทางเพศดี
อีกปัญหาหนึ่งสำหรับอาหารปลาทองที่มีชีวิต คือ
การเก็บรักษาอาหารให้สดอยู่ตลอดเวลา
ซึ้งอาหารแต่ละชนิดก็มีวิธีเก็บรักษาที่แตกต่างกันไป คือ
ลูกน้ำ มีปัญหาที่ลูกน้ำกลายเป็นยุงมารบกวนสมาชิกในครอบครัวการเก็บรักษาลูกน้ำที่ถูกต้องคือ
นำภาชนะที่ใช้เก็บลูกน้ำไปตั้งไว้นอกบ้านที่ไม่โดนแดด
เติมน้ำลงไปให้ระดับน้ำเสมอขอบปากภาชนะ ใช้มุงลวดกันยุงปิดทับโดยใช้มุงลวดสัมผัสกับผิวน้ำโดยตลอดไม่เหลือที่ว่าง
โดยธรรมชาติแล้วลูกน้ำก็กลายเป็นยุงจะอยู่ในน้ำต่อไปอีกไม่ได้
ไรแดง มีปัญหาเรื่องการตายเพราะขาดออกซิเจน
ปกติไรแดงจะลอยตัวเป็นกลุ่มอยู่ที่ผิวน้ำ
ตัวที่ตายแล้วสีจะซีดจนเป็นสีขาวและจมลงสู่ก้นภาชนะ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้น้ำเน่าเสียมีกลิ่นเหม็นไรแดงที่ตายจนเน่าแล้วถ้าเอาไปให้ปลากินปลาจะท้องเสีย
เพราะฉะนั้นเวลาเอาไรแดงไปให้ปลากินควรช้อนที่ผิวน้ำเบา ๆ
ป้องกันไม่ให้ไรแดงตาย
ไรน้ำตาล บางทีเรียกไรทะเลเป็นสัตว์น้ำเค็มไรน้ำตาล
บางทีเรียกไรทะเลเป็นสัตว์น้ำเค็มเวลานำมาเป็นอาหารปลาทองซึ่งอยู่ในน้ำจืด
ม้นจะมีวิธีอยู่ได้ไม่นานก็ตายเป็นปัญหาทำให้น้ำที่เลี้ยงปลาเกิดการเน่าเสีย
ดังนั้นจึงควรให้ปลากินทีละน้อยรอจนปลากินหมดเสียก่อนจึงค่อยให้เพิ่ม
ส่วนที่เหลือจากปลากินไม่หมดต้องชอนออก อีอย่างหนึ่งคือเรื่องการเก็บรักษาไรน้ำตาลให้มีชีวิตยืนยาวจะต้องเก็บไว้ในน้ำทะเลแต่สามารถทดแทนโดยใช้เกลื่อละลายน้ำอัตราส่วน
เกลือ1 กิโลกรัมต่อน้ำ 3-10
ลิตรน้ำที่มีความเค็มมากจะช่วยให้ยืดอายุได้ยาวขึ้น
หนอนแดงและไส้เดือนน้ำ ใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อช่วยให้ระบบการขับถ่ายของปลาดีขึ้น โดยทั่วไปจะให้ปลากินสัปดาห์ละ
1-2 ครั้ง ถ้าให้มากไปปลาจะท้องเสียถ่ายไม่หยุด
ปัญหาของหนอนแดงและไส้เดือนน้ำเช่นเดียวกับอาหารมีชีวิตทั่วไป
คือ ถ้าปลากินไม่หมดเหลือตกค้างอยู่ในตู้จะทำให้เน่าเสีย
จึงควรให้แค่พอปลากินหมดและยังมีปัญหาเรื่องการรักษา เนื่องจากน้ำที่ใช้กักเก็บหนอน แมง และไส้เดือนน้ำจะเสียเร็ว
จึงต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน และพ่นอากาศลงไปในน้ำแรงๆ
เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้เพียงพอตลอดเวลา
อาหารสำเร็จรูป
เป็นอาหารปลาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก
เนื่องจากหาซื่อง่ายและเก็บไว้ได้นาน อาหารสำเร็จรูปที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลาทองควรเลือกชนิดที่มีโปรตีนสูง
โดยทั่วไปอาหารปลาทองจะประกอบด้วยโปรตีน 40% คาร์โบไฮเดรต 44% ไขมัน
10% วิตามินและเกลือแร่ 6% ถ้าอาหารมีปริมาณโปรตีนต่ำปลาจะโตช้าและความสมบุรณ์ทางเพศจะลดลง
แต่ถ้าอาหารมีโปรตีนต่ำมากเกินไปปลาจะขับของเสียออกมามาก
จะทำให้ปริมาณแอมโมเนียในน้ำสูง ซึ่งเป็นพิษต่อปลา
อาหารสำเร็จรูปมีการผลิตออกมาหลายรูปแบบทั้งแบบเม็ด
แบบก้อน แบบแผ่น และเป็นผง แต่ที่จะเหมาะกับปลาทองน่าจะเป็นแบบเม็ด
ขนาดไม่ใหญ่เกินไป เพราะทำให้ปลากินยากและย่อยลำบาก
เทคนิคการให้อาหารปลาทองคือ ไม่ควรให้ปลากินอาหารแต่ละมื้ออิ่มเกินไป
อาจทำให้ปลาจุกตายได้ทางที่ดีควรให้ปลากินแค่พออิ่ม
ปลาจะได้ว่ายน้ำไปมาเพื่อหาอาหารกินอีกได้ เป็นการช่วยให้ปลาได้ออกกำลังกาย
ปลาจะแข็งแรงและกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนั้นแล้วควรให้อาหารปลาทุกวันในเวลาเดียวกันทุกวัน เพื่อให้ปลาเกิดความเคยชินและกระตุ้นให้อยากกินอาหาร
อาหารเร่งสี
สีของปลาทองเกิดจากเซลล์เม็ดสีในชั้นผิวหนังผลิตสารคาร์โรตินอยล์ขึ้นมาถ้าผิวหนังมีสารคาร์โรตินอยล์มากก็จะทำให้ปลามีสีสดใสและเข็มสารคาร์โรตินอยล์ชนิดแอสตาแซนธินทำให้ปลามีสีแดงหรือสีเหลืองปัจจุบันมีการใช้สารแอสตาแซนธินผสมในอาหารเพื่อให้ปลามีสีแดง
และมีการใช้สาหร่าย สไปรูลิน่า ผสมในอาหารปลาเพื่อเพิ่มความเข้มของสีแดงส้ม
หรือเหลืองในตัวปลาอาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่มีสไปรูลิน่าผสมอยู่ไม่เกิน
10% ทำให้มีสีเขียว
อาหารที่ผสมสารเร่งสีโดยมากจะใช้เลี้ยงปลาทองที่มีอายุประมาณ
3 สัปดาห์ โดยให้กินมื้อเช้า
ส่วนมื้อเย็นก็ให้อาหารที่มีชีวิตมื้อที่มีโปรตีนสูง
การเปลี่ยนถ่ายน้ำ
แม้ระบบกรองน้ำจะสามารถกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นภายในตู้ปลาได้ก็ตาม
แต่คุณภาพน้ำก็ยังคงลดลงอยู่ดี วิธีรักษาคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำ
ปกติการเลี้ยงปลาในตู้ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกระยะ 1-2 สัปดาห์ หรือถ้าสังเกตเห็นเริ่มมีสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อนที่เรียกว่า
"น้ำแก่" แสดงว่ามีแร่ธาตุหรือสารต่าง
ๆ ละลายปนอยู่ในน้ำมากเกินกว่าปกติ หรือกระจกข้างตู้มีรอยครบตะไคร่น้ำจับ
แสดงว่าคุณภาพน้ำในตู้ไม่เหมาะกับการเลี้ยงปลาและจะต้องทำการเปลี่ยนน้ำทันที
การจับปลาทองอย่างถูกวิธี
การจับปลาทองโดยใช้กระชอนไนล่อนตักเหมือนอย่างปลาสวยงามอื่น
ๆ ครีบและหางของปลาทองอาจพับและถูกลำตัวทับหักได้กลายเป็นปลาพิการ
วิธีที่ถูกควรใช้กระบวยหรือขันตักปลาขึ้นมาพร้อมกับน้ำกระบวยหรือขันที่ใช้ตักปลาทองจะต้องมีความลึกพอดีที่น้ำจะท่วมมิดตัวปลา
มิฉะนั้นครีบหรือหางอาจถูกลำตัวปลาทับหักได้ สำหรับผู้ที่ชำนาญเขาใช้มือช้อนใต้ท้องปลาเป็นส่วนใหญ่แต่ถ้าไม่ชำนาญไม่ต้องจับอาจทำให้เสียปลาไปก็ได้
การเพาะพันธุ์ปลาทอง
คนเลี้ยงปลาทองส่วนใหญ่จะเลี้ยงดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลินไม่ได้คิดจะเพาะพันธุ์
แต่ปลาทองที่เลี้ยงไว้อาจเพาะพันธุ์กันเอง เกิดปัญหากับคนเลี้ยงว่าจะทำอย่างไรกับไข่และลูกปลาที่ออกมา ถ้าได้รู้เรื่องการเพาะพันธุ์ปลาทองไว้บ้างปัญหาเหล่าน้ำก็จะหมดไป
หรืออยากจะลองเพาะพันธุ์ดูบ้างก็สามารถทำได้
การดูเพศปลา
ก่อนทำการเพาะพันธุ์ปลาทอง
สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ การดูเพศของปลาให้เป็น
ต้องแยกให้ออกว่าตัวไหนเป็นเพศผู้ ตัวไหนเป็นเพศเมีย
โดยทั่วไปเพศปลาทองจะเริ่มปรากฎให้เห็นเมื่อปลามีอายุตั้งแต่
4-6 เดือนขึ้นไป ความแตกต่างระหว่างเพศผู้กับเพศเมียเห็นได้ชัดจากลักษณะภายนอกโดยสังเกตดังนี้
รูปร่าง ปลาเพศผู้จะเพรียว
ส่วนเพศเมียจะป้อมสั้นกว่ายิ่งช่วงใกล้วางไข่ ท้องปลาเพศเมียจะกางออกอย่างเห็นได้ชัด
ผนังส่วนท้อง ปลาตัวผู้จะแบนและแข็ง
แต่ของตัวเมียจะกลมและอ่อนนุ่ม
บริเวณกระพุ้งแก้ม ปลาเพศผู้ที่พร้อมเจริญพันธุ์จะตุ่มเล็กๆ
สีขาวขุ่นคล้ายเม็ดสิว เอามือลูบจะรู้สึกสาก
แต่เพศเมียบริเวณเหงือกจะเรียบและลื่น
ครีบอก ปลาเพศผู้มีตุ่มสีขาวขุ่น
ๆ โดยเฉพาะที่เส้นก้านครีบแข็งจะเห็นชัด ส่วนครีบอกเพศเมียจะเรียบ
รูทวาร ของปลาเพศผู้เป็นรูปวงรีชั้นเดียว
แต่ของปลาเพศเมียมีลักษณะค่อนข้างกลม ยิ่งใกล้เวลาวางไข่
ท่อรังไข่จะยื่นโปนออกมาจนเห็นได้ชัดและรอบๆ รูทวารจะเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
เมื่อสามารถแยกออกแล้วว่าปลาตัวไหนเพศผู้ตัวไหนเพศเมีย
ต่อไปก็จะต้องเลือกปลาที่จะเอามาทำพ่อแม่พันธุ์
โดยมีหลักการพิจารณาดังนี้
อย่าเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่มาจากครอกเดียวกัน
การผสมพันธุ์ปลาที่มีสายเลือดเดียวกันหรือที่เรียก "การผสมเลือดชิด" (Inbreeding) ลูกปลาที่ได้มักมีลักษณะด้อย
อ่อนแอ โตช้า หรือลักษณะผิดปกติหรือพิการ
เลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่อยู่ในวัยรุ่น อายุตั้งแต่ 5-6 เดือนขึ้นไปแต่ช่วยที่เหมาะคือ
อายุ 7-8 ปี แต่เนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน
ปลาทองวางไข่ได้ตลอดปีแม่พันธุ์ตัวหนึ่งสามารถวางไข่ได้ทุกระยะ 2-4 สัปดาห์
การเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มี่ลักษณะดี รูปร่างใหญ่แข็งแรง สีเข้ม แต่ปลาแม่พันธุ์ที่ตัวใหญ่มักให้ไข่น้อย เนื่องจากไขมันมากจะทำให้รังไข่ตีบตันนักเพาะพันธุ์ปลาทองมืออาชีพจึงนิยมเลือกแม่พันธุ์ที่มีขนาดปานกลางมากกว่า
การเตรียมความพร้อมให้พ่อแม่พันธุ์ปลาทอง
พ่อแม่พันธุ์ปลาทองที่คัดได้แล้วจะต้องได้รับการดูแลรักษาเอาใจใส่เป็นพิเศษ
เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์มีความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่
ปลาจะผสมพันธุ์และวางไข่ได้เองตามธรรมชาติ
การเลี้ยงปลาทองเพื่อใช้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์
สำหรับมืออาชีพเขาเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์
ส่วนมือสมัครเล่นอาจเลี้ยงในตู้กระจกแต่ตู้กระจกมีข้อเสียตรงที่ปลาตกใจง่าย
อาจทำให้การพัฒนาของไข่ชะงักไป
โดยทั่วไปแล้วปลาพ่อแม่พันธุ์จะเลี้ยงในน้ำที่มีความลึกประมาณ
20-40 เซนติเมตรที่สำคัญไม่ควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทองต่างสายพันธุ์ในที่เดียวกัน
อาจเกิดการผสมข้ามพันธุ์โดยบังเอิญและได้ลูกปลามีลักษณะที่ไม่ต้องการ
ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรแยกปลาออกมาเลี้ยงตามลำพัง
เพื่อให้ปลามีความแข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ แต่ไม่ควรให้อาหารมากเกินไป
จะทำให้ปลาอ้วน ไขมันจะไปทับรังไข่ในตัวเมีย ทำให้ตัวเมียวางไข่ได้น้อย
หรือน้ำเชื้อฉีดน้ำเชื้อออกมาน้อย
นอกจากนั้นแล้วควรงดให้อาหารประเภทสำเร็จรูปชั่วคราว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่ผสมสารเร่งสี
ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ปลาวางไข่น้อยหรือว่างไข่ช้า
สถานที่เลี้ยงปลาพ่อแม่พันธุ์ปลาทองควรเป็นบริเวณที่แดดส่องถึงตอนช่วงเช้าและเย็น
แต่ถ้าเลี้ยงปลาแสงสว่างจากหลอดไฟที่ส่องลงในตู้ปลาสามารถทดแทนแสงแดดได้เช่นกัน
การตรวจสอบความพร้อมของพ่อแม่พันธุ์
ก่อนเอาพ่อแม่พันธุ์ปลาทองมาผสมพันธุ์กัน
ปลาต้องอยู่ในสภาพพร้อมจะผสมพันธุ์เสียก่อน จะรู้ว่าปลาตัวไหนพร้อมหรือยัง
วิธีที่ดีที่สุดคือ สังเกตที่ตัวปลา
ถ้าเป็นตัวเมีย
ท้องจะกว้างใหญ่กว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
เอามือลูบที่ท้องจะรู้สึกนิ่มและมีเมือกลื่นกว่าปกติ ถ้าใช้มือรูปที่ท้องเบาๆ
ไข่ปลาจะไหลทะลักออกมา หรือสังเกตที่รูทวารจะเป็นสีชมพูเรื่อๆ
ปลาทองบางตัวจะเห็นท่อรังไข่ยื่นยาวออกมา แสดงว่าปลากำลังจะวางไข่
ส่วนปลาตัวผู้จะแสดงอาการคึกคัก ถ้าในที่เลี้ยงมีปลาตัวเมียอยู่ด้วยมันจะว่ายไล่รัดปลาตัวเมียตลอดเวลา
ถ้าสังเกตที่บริเวณกระพุ้งแก้มจะเห็นมีเม็ดตุ่มเล็กๆ ใช้มือลูบดูจะรู้สึกสาก ๆ ที่ครีบอกจะเห็นมีตุ่มสีขาวแสดงว่าปลาพร้อมจะผสมพันธุ์แล้วและลองใช้มือรีดที่ท้องปลาเบา
ๆ ปลาตัวผู้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์จะมีน้ำเชื้อสีขาวขุ่นไหลออกมา เป็นวิธีตรวจที่แน่นอนที่สุด
การเพาะพันธุ์
การเพาะพันธุ์ปลาทองสามารถทำการเพาะพันธุ์ในอ่างปลาหรือตู้กระจกก็ได้
โดยเฉพาะที่จะใช้เพาะพันธุ์ต้องผ่านการล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อด้วยด่างทับทิมมาแล้ว
ใส่น้ำสะอาดที่ปราศจากคลอรีนลงไปให้ระดับน้ำสูงประมาณ 20-40 เซนติเมตรเนื่องจากปลาทองวางไข่กระจัดกระจาย และไข่ปลาจะไปเกาะติดกับพืชใต้น้ำ
จึงต้องใส่พืชน้ำจำพวกสาหร่ายลงไปในที่เพาะสำหรับให้ไข่ปลาเกาะ สาหร่ายอาจมีเชื้อโรคติดมาด้วย
ก่อนใส่จึงควรไปแช่ด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อเสียก่อน
อุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะพ้นธุ์ปลาก็คือ
เครื่องปั้มลม เนื่องจากขณะที่ปลาวางไข่ผสมพันธุ์ปลาจะเหนื่อยและอ่อนเพลียต้องการออกซิเจนมากกว่าปกติ
ถ้าปริมาณออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอปลาอาจตายได้
เมื่อเตรียมภาชนะสำหรับเพาะพันธุ์ปลาไว้พร้อมแล้ว
ก็นำพ่อแม่พันธุ์ที่คัดไว้และมีความพร้อมจะผสมพันธุ์มาปล่อยลงในที่เพาะ อาจใช้พ่อพันธุ์
1 ตัวต่อแม่พันธุ์ 1 ตัว หรือพ่อพันธุ์
2 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 1 ตัว
ขึ้นอยู่ปริมาณของน้ำเชื่อตัวผู้และความสัมบูรณ์ของแม่พันธุ์
การผสมพันธ์ของปลาทองอาจต้องใช้เวลาถึง
3 ชั่วโมง กว่าแม่พันธุ์จะวางไข่หมด
โดยทั่วไปแม่ปลาวางไข่ครั้งละ 500-50000 ฟอง
ปริมาณไข่ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา ปลาตัวเล็กจะไข่น้อยกว่าปลาตัวใหญ่
เมื่อแม่ปลาวางไข่หมดแล้วต้องแยกพ่อแม่ปลาออกจากที่เพาะ
มิฉะนั้นแม่ปลาจะกินไข่และลูกปลาของตัวเองหมด พ่อแม่ปลาที่ผสมพันธุ์แล้วควรแยกไปเลี้ยงในอ่างพักฟื้นตากหากไม่รวมกับปลาอื่น
เพื่อให้ปลาที่อยู่ในสภาพอ่อนเพลียได้พักฟื้นจนแข็งแรงดีแล้วจึงค่อยย้ายไปเลี้ยงรวม
หลังจากปลาวางไข่แล้วควรใส่ยาปฏิชีวนะลงไปในอ่างเพาะเพื่อป้องกันไข่ไม่ให้ติดเชื้อโรคซึ่งจะทำให้ไข่เสียได้
แม้กระทั่งพ่อแม่พันธ์ที่แยกไปเลี้ยงในอ่างพักฟื้นซึ้งกำลังอยู่ในสภาพอ่อนเพลีย
ก็ควรป้องกันไว้ด้วยยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้ได้แก่ เพนนิซิลิน เตตร้าชัยคลิน
คลอแรมเฟนิคอล ฯลฯ
ไข่ปลาทองมีลักษณะทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1
มิลลิเมตร รอบนอกเป็นเมือกเหนียวช่วยในการยืดเกาะวัตถุต่างๆ
ไข่ที่ได้รับการผสมกับเชื้อตัวผู้แล้วจะมีสีเหลืองนวลใส
ส่วนไข่ที่ไม่ได้ผสมกับเชื้อไข่พวกนี้จะขึ้นราเป็นขุยคล้ายสำลี
แล้วลามไปยังไข่ฟองอื่นจนอาจทำให้ไข่เสียหมดเลยก็ได้
ไข่ที่เริ่มฟักตัวจะค่อย ๆ
เปลี่ยนเป็นสีจากสีเหลืองนวลเป็นสีส้ม จากนั้นจะมีจุดสีดำของลุกตา 2 จุดปรากฏขึ้นต่อจากนั้นส่วนหางจะค่อย ๆ เจริญขึ้น
มองเห็นกระดิกไปมาอยู่ตลอดเวลา พอถึงวันที่ 3 ไข่ปลาก็จะฟักออกเป็นตัวสมบูรณ์
ลูกปลาที่ฟักออกจากไข่ในระยะแรกตัวจะใสและเกาะติดอยู่กับรังไข่หลังจากนั้นจะผละจากรังไข่ออกไปว่ายน้ำเป็นอิสระ
ในระยะนี้ลูกปลาจะมีสีน้ำตาลคล้ำหรือสีดำ จนกระทั่งอายุตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไปแล้วสีทองจึงจะเริ่มปรากฏให้เห็น
การอนุบาลลูกปลา
ช่วงที่ลูกปลาฟักเป็นตัว 2-3
วันแรกยังไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากลูกปลามีถุงอาหาร
ติดอยู่ซึ่งสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 2-3 วันหลังจากวันที่ 3
แล้วจึงค่อยให้อาหารจำพวกลูกไรแดงขนาดเล็กที่ผ่านการกรองด้วยตาข่าย
หรือไข่แดงต้มสุกละลายน้ำหยดให้ลูกปลากินวันละ 3-4 ครั้งก็ได้
การให้ไข่แดงเป็นอาหารลุกปลาจะต้องให้ที่ละน้อย รอให้ปลากินหมดเสียก่อนจึงเพิ่ม
ถ้าปลากินเหลือจะต้องรีบดูดออกทันทีมิฉะนั้นไข่แดงจะละลายเข้ากับน้าทำให้น้ำขุ่นและเน่าเสียได้
หลังจากให้ลูกปลากินลูกไรแดงขนาดเล็กหรือไข่แดงละลายเป็นเวลา
3 วัน ควรเปลี่ยนเป็นไรแดงขนาดใหญ่ขึ้น จนลูกปลาอายุ 15
วัน
ไปแล้วค่อยให้อาหารสำเร็จรูปและอาหารสดที่มีขนาดใหญ่เช่นลูกน้ำใส้เดือนน้ำ วันละ 3-4
ครั้ง
ช่วงลูกปลาอายุต่ำกว่า 1 เดือน
ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนถ่ายน้ำถ้าจำเป็นก็ควรเปลี่ยนถ่ายครั้งละน้อย ๆ
แต่บ่อยครั้งขึ้น เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำทำให้ลูกปลาตาย
อัตราการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 20 % ของน้ำในอ่างอนุบาล
การเปลี่ยนถ่ายน้ำควรใช้สายยางาขนาดเล็กดูดน้ำ
และใช้มุ้งลวดทำเป็นรูปกรวยครอบปลายสายยาง
เพื่อลดแรงดูดน้ำและป้องกันลูกปลาถูกดุดเข้าไปในสายยาง
ลูกปลาที่อนุบาลจนอายุได้ 2-4 สัปดาห์
ขึ้นไปควรคัดขนาดเพื่อแยกเลี้ยง
โดยปกติปลาแต่ละตัวในครอกเดียวกันจะเจริญเติบโตไม่เท่ากัน
ตัวที่แข็งแรงจะกินเก่งและโตไวกว่าตัวที่อ่อนแอ ถ้าเลี้ยงรวมกันตัวที่อ่อนแอจะได้รับอาหารไม่เพียงพอตัวจะเล็กหรือแคะแกรน
แต่ถึงแม้ลูกปลาจะมีขนาดใกล้เคียงกันทั้งครอก ก็ต้องแบ่งไปเลี้ยงอยู่ดี
เพราะลูกปลามีการเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน ย่อมต้องการพื้นที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
ถ้าพื้นที่เลี้ยงมีลูกปลาแออัดเกินไป น้ำจะเสียเร็วเพราะมีของเสียที่ปลาขับถ่ายออกมามากปริมาณออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกปลา
และลูกปลาจะไม่แข็งแรงเพราะมีเนื้อที่ว่ายน้ำออกกำลังกายน้อย ป่วยเป็นโรคง่าย
นอกจากคัดแยกลูกปลาตามขนาดแล้ว
ลูกปลาที่มีลักษณะดีต้องคัดแยกออกมาเลี้ยงต่างหากอีกเหมือนกัน โดยพิจารณาจากลักษณะรูปทรงของลำตัวและครีบต่างๆ
โดยเฉพาะครีบหาง ส่วนลูกปลาลักษณะพิการ เช่นตาบอด ครีบไม่ค่อยครบหรือหักพับ
และปลาลักษณะรูปทรงผิดเพี้ยนจากสายพันธุ์เดิม ควรคัดออกไปเป็นปลาเหยื่อ
แต่ปลาที่ป่วยเป็นโรคจะต้องคัดทิ้งหรือแยกไปทำการรักษา
ปลาป่วย
วิธีสังเกตปลาป่วย ถ้าท่านเลี้ยงปลาทองและมีเวลาดูแลเอาใจใส่สม่ำเสมอ
จะทราบทันทีเมื่อปลาที่เลี้ยงมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น
ปลาที่ป่วยเป็นโรคสามารถสังเกตได้จากลักษณะและพฤติกรรมดังนี้
มีอาการเชื่องซึม ว่ายน้ำผิดปกติว่ายน้ำหมุนควงหรือตีลังกา
ว่ายน้ำเอาตัวถูกขอบหรือก้นภาชนะที่เลี้ยง ว่ายมาออที่ผิวน้ำหรือกบดานอยู่ที่หัวทรายเป่าลมขณะว่ายน้ำไม่กางครีบ
ปลาไม่ยอมกินอาหาร ซึ่งผิดธรรมชาติของปลาทองที่กินอาหารเก่งและกินเกือบตลอดเวลา
ยกเว้นในช่วงอากาศหนาวที่ปลาจะไม่กินอาหารถือเป็นเรื่องปกติ
ปลามีบาดแผลตามลำตัว หรือมีเลือดออกตามเกล็ด
ตามลำตัวปลามีสิ่งแปลกปลอมเกาะติดอยู่ ลักษณะอาจเป็นเส้นคล้ายด้าย เป็นก้อนสีขาวคล้ายสำลี
เป็นเม็ดใสคล้ายวุ้น หรือเป็นตุ่มนูนคล้ายสิว
เกล็ดปลาพองต้องชัน ส่วนท้องปลาโตทั้งที่ไม่มีไข่
เรียกว่า "ท้องมาร"
ปลาขับเมือกออกมามากกว่าปกติ น้ำมีสีขาวขุ่น ภาชนะที่ใช้เลี้ยงมีเมือกจับเต็มไปหมด
ครีบและหางกร่อนแหว่ง หรือมีขุยจับอยู่ตามครีบและหางหรือหางและครีบมีเส้นเลือดแดงขึ้นมากผิดปกติ
เหงือกบวมแดง เนื่องจากหายใจไม่สะดวก เหงือกต้องทำงานหนัก
สาเหตุที่ทำให้ปลาป่วย
สาเหตุเกิดจากน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของปลาถ้าสภาพน้ำดีปลาก็จะสดชื่น
แข็งแรง แต่ถ้าสภาพน้ำไม่ดีปลาจะป่วยหรืออาจตายได้
สภาพน้ำที่ส่งผลทำให้ปลาป่วยมาจากหลายสาเหตุ เช่น
อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงกระทันหัน
ในการเปลี่ยนน้ำถ้าน้ำเลี้ยงปลากับน้ำที่เปลี่ยนถ่ายเข้าไปใหม่มีอุณหภูมิต่างกันมาก
ปลาอาจปรับตัวไม่ทันและเกิดป่วยขึ้นได้การเปลี่ยนถ่ายน้ำในที่เลี้ยงปลาแต่ละครั้งจึงควรเปลี่ยนถ่ายครั้งละน้อยๆ
โดยทั่วไปจะเปลี่ยนถ่ายครั้งละไม่เกินครึ่งหนึ่งของปริมาตรน้ำที่มีอยู่ในที่เลี้ยงปลา
ความสกปรกของน้ำ
ความสกปรกของน้ำในที่เลี้ยงปลา
เกิดจากของเสียที่ปลาขับออกมาและเศษอาหารที่ปลากินเหลือตกค้างอยู่
เป็นบ่อเกิดของเชื้อโรคที่ทำให้ปลาป่วยได้
นอกจากนั้นแล้วของเสียเหล่านี้ยังถูกแบคทีเรียในธรรมชาติย่อยสลายเป็นแอมโมเนียและสารประกอบแอมโมเนียซึ่งถ้ามีจำนวนมากจะเป็นพิษ
อย่างร้ายแรงต่อปลา และระบบกรองน้ำทั่วไปกำจัดไม่ได้
สามารถแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนน้ำอย่างสม่ำเสมอ
ระดับออกซิเจนในน้ำต่ำ
ปลาต้องการออกซิเจนในน้ำต่ำ
ปลาต้องการออกซิเจนเพื่อใช้ในระบบหายใจ
โดยดึงออกซิเจนจากน้ำในที่เลี้ยงตลอดเวลา
ปริมาณออกซิเจนในน้ำจะลดลงจนอาจไม่พอกับความต้องการของปลา ทำให้ปลาอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันโรคลดลงปลาอาจจะป่วยหรือตายได้
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต่อการใช้เครื่องปั้มลมเป่าอากาศลงไปในน้ำที่เลี้ยงปลาตลอด
24 ชั่วโมงเพื่อให้แน่ใจว่าปลาจะไม่ขาดออกซิเจน
สาเหตุเกิดจากพาหนะนำเชื้อโรค
อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาทองอาจเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่ปลาที่เลี้ยงได้
อาหารสดมีชีวิต เช่น ลูกน้ำ ไรแดง หนอนแดง อาจนำเชื้อโรคและปรสิตมาสู่ปลาเช่น
หนอนสมอ โรคจุดขาว เป็นต้น
ดังนั้นก่อนเอาอาหารพวกนี้ให้ปลากินจะต้องเอาไปแช่ด่างทับทิมละลายน้ำประมาณ
5-10 นาที เสียก่อน
สาเหตุเกิดจากอุปกรณ์เลี้ยงปลา
สาเหตุที่ปลาเป็นโรคอาจเกิดจากอุปกรณ์ที่เลี้ยงปลา
เช่น กระชอน สายยางดูดน้ำ
หรือแม้แต่ภาชนะที่ใช้เลี้ยงปลา ถ้าของเหล่านั้นใช้ปะปนกับปลาที่ป่วยอยู่แล้วเชื้อโรคจะติดมากับอุปกรณ์และแพรดไปสู่ปลาที่ไม่เป็นโรค
นอกจากนี้อุปกรณ์ที่หรือภาชนะที่ใช้สำหรับใช้กับปลาที่ป่วยเป็นโรคแยกไว้ต่างหาก
สาเหตุเกิดจากคน
ปลาทองป่วยเพราะติดเชื้อโรคมาจากผู้เลี้ยงเองหรือคนอื่นที่จุ่มมือลงไปในอ่างเลี้ยงปลา
มือที่สกปรกหรือไปจับสิ่งของที่มีเชื้อโรคมาถ้าจุ่มลงไปในอ่างปลาเชื้อโรคจะกระจายลงไปในน้ำ
อาจทำให้ปลาป่วยได้ ดังนั้นคนที่ชอบเลี้ยงปลาควรล้างมือให้สะอาดเสียก่อน
แหล่งอ้างอิง:
http://www.boonrarat.net/goldfish/Technic.htm